ชื่อหน่วยการเรียนรู้  หน่วยที่ 3.   ลักษณะเด่นของดนตรีในแต่ละวัฒนธรรม
มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
ศ.2.2 ม.6/3

ลักษะเด่นของดนตรีในแต่ละวัฒนธรรม
MUSIC online
ศ33102
จัดทำโดย นายพีระพงษ์   ตรีศาสตร์
ดนตรีไทยในวัฒนธรรมไทย
       ดนตรีเป็นงานศิลป์แขนงหนึ่งที่มนุษย์ได้รับอิทธิพลจากธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมอันกว้างใหญ่ เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความคิด สร้างสรรค์เรียนรู้เลียนแบบจากธรรมชาติ เป็นการตอบสนองความต้องการ (response) โดยตรง โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติประดิษฐ์เป็นเครื่องดนตรีในการบรรเลงขับกล่อมตามกิริยาท่าทางของมนุษย์ที่พึงกระทำได้ ได้แก่ ดีด-สี-ตี-เป่า
     ดนตรีไทยจึงมีบทบาทต่อชีวิตของมนุษย์ เป็นเครื่องมือที่สามารถตอบสนองความต้องการในการประเทืองอารมณ์ กระตุ้นความรู้สึกของเราอย่างมาก ถ้าขาดเสียงเพลงและเสียงดนตรีแล้วจะทำให้มนุษย์อยู่อย่างแห้งแล้ว ไร้อารมณ์ความรู้สึก ไม่มีเครื่องมือประเทืองจิดใจ ไม่ละเอียดอ่อนและไม่เกิดความสุขความสนุกสนาน ดังประโยคที่ว่า "เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ"
ดนตรีพื้นบ้านของไทย
1. ดนตรีพื้นบ้านภาคกลาง
      ประกอบด้วยเครื่องดนตรีประเภท ดีด สี ตี เป่า โดยเครื่องดีดได้แก่ จะเข้และจ้องหน่อง เครื่องสีได้แก่ ซอด้วงและซออู้ เครื่องตีได้แก่ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดทอง ระนาดทุ้มเล็ก ฆ้อง โหม่ง ฉิ่ง ฉาบและกรับ เครื่องเป่าได้แก่ ขลุ่ยและปี่ ลักษณะเด่นของดนตรีพื้นบ้านภาคกลาง คือ วงปี่พาทย์ของภาคกลางจะมีการพัฒนาในลักษณะผสมผสานกับดนตรีหลวง โดยมีการพัฒนาจากดนตรีปี่และกลองเป็นหลักมาเป็นระนาดและฆ้องวงพร้อมทั้งเพิ่มเครื่องดนตรี มากขึ้นจนเป็นวงดนตรีที่มีขนาดใหญ่ รวมทั้งยังมีการขับร้องที่คล้ายคลึงกับปี่พาทย์ของหลวง ซึ่งเป็นผลมาจากการถ่ายโยงทางวัฒนธรรมระหว่างวัฒนธรรมราษฎร์และหลวง
2. ดนตรีพื้นเมืองบ้านภาคเหนือ
      ในยุคแรกจะเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ได้แก่ ท่อนไม้กลวง ที่ใช้ประกอบพิธีกรรม ในเรื่องภูตผีปีศาจและเจ้าป่า เจ้าเขา จากนั้น ได้มีการพัฒนาโดยนำหนังสัตว์มาขึงที่ปากท่อนไม้กลวงไว้กลายเป็นเครื่องดนตรีที่เรียนกว่ากลอง ต่อมามีการพัฒนารูปแบบของกลองให้แตกต่างออกไป เช่น กลองที่ขึงปิดด้วยหนังสัตว์เพียงหน้าเดียว ได้แก่ กลองรำมะนา กลองยาว กลองแอว และกลองที่ขึงด้วยหนังสัตว์ทั้งสองหน้า ได้แก่ กลองมองเซิง กลองสองหน้า และตะโพนมอญ นอกจากนี้ยังมีเครื่องตีที่ทำด้วยโลหะ เช่น ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ ส่วนเครื่องดนตรีประเภทเป่า ได้แก่ ขลุ่ย ย่ะเอ้ ปี่แน ปี่มอญ ปีสรไน และเครื่องสี ได้แก่ สะล้อลูก 5 สะล้อลูก 4 และ สะล้อ 3 สาย และเครื่องดีด ได้แก่ พิณเปี๊ยะ และซึง 3 ขนาด คือ ซึงน้อย ซึงกลาง และซึงใหญ่ สำหรับลักษณะเด่นของดนตรีพื้นบ้านภาคเหนือ คือ มีการนำเครื่องดนตรีประเภท ดีด สี ตี เป่า มาผสมวงกันให้มีความสมบูรณ์และไพเราะ โดยเฉพาะในด้านสำเนียงและทำนองที่พลิ้วไหวตามบรรยากาศ ความนุ่มนวลอ่อนละมุนของธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการผสมทางวัฒนธรรมของชนเผ่าต่าง ๆ และยังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมในราชสำนักทำให้เกิดการถ่ายโยง และการบรรเลงดนตรีได้ทั้งในแบบราชสำนักของคุ้มและวัง และแบบพื้นบ้านมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น
3.  ดนตรีพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)
     มีวิวัฒนาการมายาวนานนับพันปี เริ่มจากในระยะต้น มีการใช้วัสดุท้องถิ่นมาทำเลียนสียงจากธรรมชาติ ป่าเขา เสียงลมพัดใบไม้ไหว เสียงน้ำตก เสียงฝนตก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเสียงสั้นไม่ก้อง ในระยะต่อมาได้ใช้วัสดุพื้นเมืองจากธรรมชาติมาเป่า เช่น ใบไม้ ผิวไม้ ต้นหญ้าปล้องไม้ไผ่ ทำให้เสียงมีความพลิ้วยาวขึ้น จนในระยะที่  3 ได้นำหนังสัตว์และเครื่องหนังมาใช้เป็นวัสดุสร้างเครื่องดนตรีที่มีความไพเราะและรูปร่างสวยงามขึ้น เช่น กรับ เกราะ ระนาด ฆ้อง กลอง โปง โหวด ปี พิณ โปงลาง แคน เป็นต้น  โดยนำมาผสมผสานเป็นวงดนตรีพื้นบ้านภาคอีสานที่มีลักษณะเฉพาะตามพื้นที่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอีสานเหนือ และอีสานกลางจะนิยมดนตรีหมอลำที่มีการเป่าแคนและดีดพิณ  ใช้ประกอบการละเล่น การแสดง และพิธีกรรมต่าง ๆเช่น ลำผีฟ้า ที่ใช้แคนเป่าในการรักษาโรค และงามศพแบบอีสานที่ใช้วงตุ้มโมงบรรเลง นับเป็นลักษณะเด่นของดนตรีพื้นบ้านอีสานที่แตกต่างจากภาคอื่น ๆ
4. ดนตรีพื้นบ้านภาคใต้
       มีลักษณะเรียบง่าย มีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีจากวัสดุใกล้ตัวซึ่งสันนิษฐานว่าดรตรีพื้นบ้านดั้งเดิมของภาคใต้น่า จะมาจากพวกเงาะซาไก ที่ใช้ไม่ไผ่ลำขนาด ต่าง ๆ กันตัดออกมาเป็นท่อนสั้นบ้างยาวบ้าง แล้วตัดปากของกระบอกไม้ไผ่ให้ตรงหรือเฉียงพร้อมกับหุ้มด้วยใบไม้หรือกาบของต้นพืช ใช้ตีประกอบการขับร้องและเต้นรำ จากนั้นก็ได้มีการพัฒนาเป็นเครื่องดนตรีแตร กรับ กลองชนิดต่าง ๆ เช่น รำมะนา ที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวมลายู กลองชาตรีหรือกลองตุ๊กที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดงมโนรา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ตลอดจนเครื่องเป่าเช่น ปี่นอกและเครื่องสี เช่น ซอด้วง ซออู้ รวมทั้งความเจริญทางศิลปะการแสดงและดนตรีของเมืองนครศรีธรรมราช จนได้ชื่อว่า ละคร ในสมัยกรุงธนบุรีนั้นล้วนได้รับอิทธิพลมาจากภาคกลางนอกจากนี้ยังมีการบรรเลงดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ ประกอบการละเล่นแสดงต่างๆ เช่น ดนตรีโนรา ดนตรีหนังตะลุง ที่มีเครื่องดนตรีหลักคือ กลอง โหม่ง ฉิ่ง และเครื่องดนตรีประกอบผสมอื่น ๆ           ดนตรีลิเกป่าที่ใช้เครื่องดนตรีรำมะนา โหม่ง ฉิ่ง กรับ ปี่ และดนตรีรองเง็ง
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของดนตรีสากลที่สำคัญที่สุดคือ  การที่ดนตรีสากลมีรากฐานมาจากเพลงศาสนา
ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากโบสถ์
เริ่มใช้ครั้งแรกในพิธีทางศาสนาโดยเริ่มจากการใช้คำพูดธรรมดาในการประกอบพิธี  ต่อมาได้ประดิษฐ์คำพูดให้มีระดับเสียงต่าง ๆ  ทำ ให้ชวนฟังยิ่งขึ้นจนกลายเป็นทำนองเพลงขึ้น การฝึกหัดร้องประสานเสียง การฟัง รวมทั้งหลักวิชาต่างๆ ทางดนตรีจากโบสถ์ สะสมมาตั้งแต่เล็กๆ ติดเป็นนิสัยมาจนอายุมาก การดนตรีจึงมีความเจริญมา  ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชาติ  ศาสนา  โดยเฉพาะทางดนตรีตะวันตก   นับว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสนามาก      บทเพลงที่เกี่ยวกับศาสนาหรือเรียกว่าเพลงวัดนั้น  ได้แต่งขึ้นอย่างถูกหลักเกณฑ์    ตามหลักวิชาการดนตรี  ผู้แต่งเพลงวัดต้องมีความรู้ความสามารสูง  เพราะต้องแต่งขึ้นให้สามารถโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้นิยมเลื่อมใสในศาสนามาก ขึ้น  ดังนั้นบทเพลงสวดในศาสนาคริสต์จึงมีเสียงดนตรีประโคมประกอบการสวดมนต์   เมื่อมีบทเพลงเกี่ยวกับศาสนามากขึ้น  เพื่อเป็นการป้องกันการลืมจึงได้มีผู้ประดิษฐ์สัญลักษณ์ต่างๆแทนทำนอง  เมื่อประมาณ ค.ศ.  1000 สัญลักษณ์ดัง
         ตัวโน้ต ( Note )  นั่นเอง  โน้ตเพลงที่ใช้ในหลักวิชาดนตรีเบื้องต้นเป็นเสียงโด  เร  มี นั้น  เป็นคำสวดในภาษาละติน   จึงกล่าวได้ว่าวิชาดนตรีมีจุดกำเนิดมาจากวัดหรือศาสนา  ซึ่งในยุโรปนั้นถือว่าเพลงเกี่ยวกับศาสนานั้นเป็นเพลงชั้นสูงสุดซึ่งเพลงศาสนาหรือดนตรีศาสนา (Church music หรือ Sacred music) นี้เองมีส่วนทำให้ศาสนาโดยเฉพาะศาสนา คริสต์เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา นับเป็นเวลาที่ยาวนานมาถึงร่วม 7 ศตวรรษ เพลงศาสนานี้จัดได้ว่าเป็นคำตรงกันข้ามกับ คำว่า ดนตรีบ้าน (secular music) ดนตรี ศาสนาจะขับร้องและบรรเลงกันในวัดหรือโบสถ์ ส่วนดนตรีบ้านเป็นดนตรีชาวบ้านที่ฟังหรือบรรเลงกันตามบ้านทั่ว ๆ ไปเพลงศาสนาประเภทนี้เป็นเพลงประเภทขับร้องที่มีเนื้อร้องเกี่ยวกับศาสนาโดย เฉพาะ มีทั้งประเภทที่ขับร้องเดี่ยว และ ขับร้องประสานเสียง อาจประกอบดนตรี หรือไม่ก็ได้ และเอกลักษณ์ที่ดนตรีสากลหรือดนตรีตะวันตกคือ พื้นฐานจากความมุ่งหวังไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า จากหลักปรัชญากรีกโบราณในราวช่วงปี 800 ก่อนคริสตกาล ที่เน้นความสำคัญของการสร้างร่างกายให้แข็งแรงด้วยการเล่นกีฬา และงดงามของจิตใจด้วยศิลปะ บทกวี ดนตรี การละคร และระบำรำฟ้อน เพื่อสร้างสรรค์ให้มนุษย์สมบูรณ์
             ดนตรีสากลเป็นดนตรีประเภทหนึ่งที่ชาวตะวันตกได้นำมาเผย แพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก  จึงทำให้
ชนหลายชาติหลายภาษาสามารถเล่นดนตรีสากลได้
              เครื่องดนตรีสากล ที่ใช้กันในชนชาติต่าง ๆ  ส่วนใหญ่เป็นมาตรฐานเดียวกัน  ชนิดเดียวกัน  มีการบันทึกทำนองเพลงโดยใช้สัญลักษณ์เดียวกัน  ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้บันทึกทำนองเพลงเรียกว่า โน้ตสากล
              โน้ตสากล ใช้เพื่อบันทึกทำนองเพลงเพื่อกันลืมและเป็นการกำหนดทำนองเพลงว่าจะใช้เสียงสั้นยาวเพียงใด  หรือเน้นเสียงหนักเบาตรงช่วงใดนอกจากนี้โน้ตสากลยังมีความหมายอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันในปัจจุบัน
รูปแบบของดนตรีสากล ในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะแตก ต่างกันออกไป  ดนตรี สากลได้พัฒนาทั้งรูปแบบของเพลงและเครื่องดนตรีมาสู่ยุคปัจจุบันเป็น ที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก และยังเป็นบทเพลงดนตรีสากลมาตรฐานอย่างมากมาย ดังนี้
1.เพลงศาสนา
2. เพลงที่ใช้ขับร้องในละครอุปรากร หรือละครโอเปร่า
3. เพลงลีลาศ 
4. พลงชาวบ้าน
5. เพลงตะวันตก
6. เพลง Chamber music
7. เพลงกล่อมเด็ก (Lullaby)
8. เพลง Sonata
9. เพลงเซอเรเนค (Seranade)    
10. เพลงพาเหรด (March)
11. เพลงแจ๊ส (Jazz)
12. เพลงซิมโฟนี (Symphony)
13. เพลง Program music  (อยู่ในจำพวกซิมโฟนี )
14. เพลง (Concerto)
15. เพลงโอเวอร์เจอร์ (Overture)16.เพลงอมตะ (Immoral song)
เอกลักษณ์ของดนตรีไทยในวัฒนธรรมไทย
ประเทศ ไทยนั้น ได้รับอิทธิพล ทางด้าน การร้องการดนตรี มาจาก หลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย จีน อินเดีย และอีกหลายๆ ประเทศ โดยเครื่องดนตรีไทยนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทดีด เช่น จะเข้ กระจับปี่ ประเภทสี เช่น ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย พิณน้ำเต้า ประเภทตี เช่น กรับ ระนาด ฆ้อง ฉาบ กลอง ฉิ่ง และประเภทเป่า เช่น ปี่ ปี่ชวา ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยหลีบ เป็นต้น
ดนตรี ไทยนั้น ได้มีการบันทึกไว้ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา ซึ่งสมัยนั้นมีลักษณะเป็นการ ขับลำนำ และการร้องเล่นในวรรณคีเรื่องไตรภูมิพระร่วง จะใช้เครื่องดนตรีในการเล่น ได้แก่ ฆ้อง กลอง แตร สังข์ ฉาบ พิณ บัณเฑาะว์ มโหระทึก ปี่ไฉน กรับ กังสดาล และระฆัง สำหรับวงดนตรีไทยนั้น จะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตาม ลักษณะของการบรรเลง และระเบียบของการเล่นตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน จะมีอยู่ 3 ประเภท ซึ่งก็คือ วงปี่พาทย์ วงเครื่องสาย และวงมโหรี
            ใน ด้านลักษณะท่าทีในการเล่นดนตรีไทย ก็จะมีลักษณะ ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับชาติอื่น โดยสามารถที่จะบ่งบอกได้ถึงความเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทยซึ่งในการขับ ร้องรวมไปถึงทำนองของเพลงจังหวะการเล่นจะสามารถ รับรู้ถึงอารมณ์ของผู้ร้องผู้เล่นได้เป็นอย่างดี อีกทั้งในการบรรเลงเพลงไทยนั้นไม่ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ดังนั้นถ้าฟังการบรรเลงเพลงไทยถึงแม้จะเป็นเพลงเดียวกัน แต่ทำนองอาจจะไม่ซ้ำกันก็ได้
หากพิจารณาเอกลักษณ์ความโดดเด่นหรือลีลาเฉพาะของดนตรีไทยนั้น เราสามารถที่จะศึกษาถึงลีลาของดนตรีไทยจากลักษณะต่างๆ ดังนี้       
- ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดนตรีไทย
- ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของวงดนตรีไทย
- ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของเพลงไทย
- ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ประพันธ์เพลงไทย
- ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของการขับร้องเพลงไทย
ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดนตรีไทย
เครื่อง ดนตรีไทยแต่ละชนิด แต่ละเครื่อง ต่างก็มีลีลาของการบรรเลงที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็มีลีลาในการผลิตเสียงที่ละเอียด บ้างก็มีลีลาที่ผลิตเสียงห่างๆ ในบางโอกาสอาจจะพบลีลาการบรรเลงที่สนุกสนาน หยอกล้อกันไปมาระหว่างเครื่องดนตรีด้วยกัน ปัจจัยที่ก่อให้เกิดลีลาของการบรรเลงที่ต่างกัน มีสาเหตุมาจากองค์ประกอบอื่นๆ อีกหลายประการ เช่น รูปร่างลักษณะของเครื่องดนตรี รูปแบบของเพลง สำหรับในหัวข้อนี้จะพิจารณาลีลาของเครื่องดนตรีใน ๒ ลักษณะ ดังนี้
        ๑. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะเครื่องดนตรี
         รูป ร่างลักษณะวัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรี ตลอดทั้งวิธีที่ทำให้เกิดเสียง นับเป็นปัจจัยสำคัญเบื้องต้นในการกำหนดลีลาการดำเนินทำนอง เช่น เครื่องดนตรีที่มีขนาดใหญ่จะมีเสียงทุ้มต่ำ ลีลาการสร้างทำนองจึงต้องดำเนินไปอย่างห่างๆ ในขณะที่เครื่องดนตรีขนาดเล็กจะมีเสียงสูง ศักยภาพในการผลิตทำนองอย่างละเอียด จึงทำได้ดีกว่าเครื่องดนตรีที่มีขนาดใหญ่
๒. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ตามบทบาทและหน้าที่
             นอก จากลีลาเฉพาะเครื่องดนตรีตามที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ลีลาการดำเนินทำนองของเครื่องดนตรีไทย จะต้องมีบทบาทและหน้าที่อยู่ในกรอบของลีลาเพลง เช่น เพลงประเภททางพื้นและเพลงประเภทลูกล้อ-ลูกขัด เป็นต้น ในกรณีของการบรรเลงเครื่องดนตรีไทยจะถูกกำหนดให้มีบทบาทและหน้าที่เป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มนำและกลุ่มตาม
กลุ่มนำ ประกอบ ด้วย เครื่องดนตรีที่มีเสียงสูงทั้งหมด อันได้แก่ ระนาดเอก ฆ้องวงเล็ก ซอด้วง และขลุ่ยหลีบ เป็นต้น มีหน้าที่ในการบรรเลงนำทำนอง
กลุ่มตาม ประกอบด้วย เครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้มต่ำ เช่น ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่และวงอู้ เป็นต้น มีหน้าที่บรรเลงตามทำนอง
ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของวงดนตรีไทย
     ลีลา ที่เป็นเอกลักษณ์ของนักดนตรีนั้น ผู้ฟังจะพบลีลาการบรรเลงที่แตกต่างกันระหว่างบุคคล บางท่านอาจจะมีลีลาในการเดินทางกลอนได้อย่างชาญฉลาด ความแตกต่างที่ปรากฏนี้ นอกจากจะเป็นเพราะพรสวรรค์และทักษะเฉพาะทางของแต่ละบุคคล
     วง ดนตรีที่เครื่องดนตรีเครื่องนั้นกำลังสังกัดอยู่ นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งในการกำหนดลีลาของเครื่องดนตรี วงดนตรีไทยแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท โดยแต่ละประเภทต่างก็มีลีลาและสีสันเฉพาะตัว ดังนี้
๑. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องสาย
      ลีลา ด้านการดำเนินทำนอง โดยเฉพาะเครื่องสายประเภทซอ จัดได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น การเคลื่อนที่ของทำนองจากต่ำไปสู่สูงและลงมาต่ำนั้น มีลีลาการสร้างทำนองที่ต่างไปจากเครื่องดนตรีอื่นๆ เช่น ระนาดเอก ฆ้องวง ทั้งนี้เนื่องจากซอเป็นเครื่องดนตรีที่มีความกว้างของช่วงเสียงหรือพิสัย (Range) ที่ แคบ การเคลื่อนที่ของทำนองจึงหมุนเวียนอยู่ในกรอบของระดับเสียงที่จำกัด อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนที่ของทำนองในวงเครื่องสายลักษณะนี้ กลับกลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของวงเครื่องสายได้อย่างดียิ่ง
๒. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของวงปี่พาทย์
        เครื่อง ดนตรีที่สังกัดในวงปี่พาทย์เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีเสียเป็น ส่วนใหญ่ จะมีก็แต่เพียงปี่เท่านั้น ที่เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าร่วมอยู่ด้วย เครื่องดนตรีที่สังกัดในวงปี่พาทย์นั้น เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงดัง เนื่องด้วยแต่เดิมนิยมใช้บรรเลงในที่กลางแจ้ง เช่น ประกอบการแสดงโขนละคร เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีทุกเครื่องจะใช้ไม้ตีชนิดแข็งทั้งสิ้น โดยธรรมชาติของการสร้างเสียง สำหรับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี เมื่อตี ๑ ครั้งผลิตเสียงได้ ๑ เสียง จากลักษณะดังกล่าวจึงทำให้วงปี่พาทย์เป็นวงดนตรีที่มีลีลาของการบรรเลงแบบ เก็บในเพลงประเภททางพื้นได้อย่างโดดเด่น
ใน ส่วนของการดำเนินทำนอง เครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ทุกเครื่องสามารถเคลื่อนระดับเสียงในการสร้างทำนอง จากสูงไปต่ำได้ในช่วงกว้าง ลีลาการดำเนินทำนองที่เกี่ยวข้องกับระดับเสียง จึงมีความใกล้เคียงกับทำนองหลักหรือลูกฆ้องที่ผู้ประพันธ์ได้ประพันธ์ไว้มาก ที่สุด
๓. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของวงมโหรี

              วง มโหรีเป็นวงดนตรีที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีหลัก ในวงเครื่องสายและวงปี่พาทย์ปรับเปลี่ยนเครื่องดนตรีเครื่องเป่าที่ซ้ำกัน คือ ขลุ่ยและปี่ โดยเลือกเอาขลุ่ยซึ่งมีกระแสเสียงกลมกลืนไปกับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ได้เป็นอย่างดี ส่วนไม้ตีระนาดเอกและฆ้องวงนั้นเปลี่ยนมาใช้ไม้นวม เพื่อให้เสียงมีความนุ่มนวลและประสานกลมกลืนกับเครื่องสาย
วง มโหรีจัดเป็นวงดนตรีที่มีความหลากหลายและสมบูรณ์ในด้านเสียงมากที่สุด กล่าวคือ มีเครื่องดนตรีประเภทดีด สี ตี เป่า ครบทุกตระกูลอยู่ร่วมกัน จากการที่เครื่องดนตรีที่หลากหลายนี้เอง จึงทำให้เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี โดยเฉพาะระนาดเอกที่มีช่วงเสียงของการบรรเลงที่กว้าง ต้องปรับเปลี่ยนลีลาการดำเนินทำนองให้ใกล้เคียงกับเครื่องสายประเภทซอ จึงจะมีกระแสเสียงที่ประสานกลมกลืนกัน ลักษณะต่างๆ เหล่านี้นับเป็นลีลาที่มีความเฉพาะตัว อันโดดเด่นของวงมโหรี
ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของเพลงไทย
          ใน กระบวนเพลงทั้งหมดเหล่านั้น หากพิจารณาให้ถ่องแท้จะพบว่า บางเพลงมีความหวานไพเราะจับใจ ในขณะที่เพลงบางเพลงฟังแล้วเกิดความรู้สึกที่คึกคัก ซึ่งบทเพลงเหล่านั้นต่างก็ให้อรรถรสที่แตกต่างกันออกไป ในความเป็นจริงแล้ว การที่ผู้ฟังดนตรีแล้วก่อเกิดอารมณ์และความรู้สึกนั้น เกิดได้จากปัจจัยหลายประการ แต่สิ่งพื้นฐานที่สำคัญยิ่งคือ “ลีลาของเพลง” นั่นเอง
ตาม หลักวิชาดนตรีไทย ในขณะที่นักดนตรีกำลังบรรเลงอยู่นั้น นักดนตรีจะประดิษฐ์ตกแต่งทำนองลูกฆ้องให้ไพเราะ อย่างไรก็ตาม การที่นักดนตรีจะตกแต่งทำนองให้เกิดความไพเราะมากน้อยเพียงใดนั้น นักดนตรีจะพิจารณาจากลีลาของเพลงเป็นเกณฑ์สำคัญ จะไม่มีนักดนตรีท่านใดที่นำเพลงรัว คุกพาทย์ มาบรรเลงเพื่อให้เกิดอรรถรสเหมือนกับฟังเพลงเขมรไทรโยค หรือลาวดวงเดือน ดังนั้น กรอบลีลาของเพลงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อการสร้างอารมณ์ของเพลงไทย ลีลาของเพลง เรียกกันในหมู่นักดนตรีไทยว่า “ ทางของเพลง ”
ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของการขับร้อง
ลีลาที่สร้างความงามอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นให้แก่ดนตรีไทยในสังคมของดนตรีโลกประการที่สำคัญประการหนึ่งคือ ลีลาของการขับร้อง
ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ประพันธ์
ลีลาของผู้ประพันธ์เพลงนั้น รู้จักกันในหมู่นักดนตรีไทยว่า “ทางครู” หรือลีลาการประพันธ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของครูผู้ประพันธ์เพลงคนใดคนหนึ่ง ฉะนั้น “ทางครู” ในดนตรีไทย สามารถเปรียบเทียบได้กับ “สำนวนประพันธ์” ในส่วนของงานสร้างสรรค์ด้านวรรณกรรมนั่นเอง
ลีลาของผู้ประพันธ์เป็นปรากฏการณ์ที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา ในเชิงดนตรีของคนไทยในอดีตได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากรูปพรรณสัณฐานของเครื่องดนตรี การประสมวง เทคนิคการบรรเลงและอื่นๆ แล้ว ทางของเพลงหรือทางครูนับเป็นภูมิปัญญาที่เด่นชัดอีกประเภทหนึ่ง
เพลง ไทยที่ขับร้องและบรรเลงสืบต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้ บางเพลงไม่สามารถทราบได้ว่าใครเป็นผู้ประพันธ์ บางเพลงทราบประวัติความเป็นมาและผู้ประพันธ์ ในขณะที่มีเพลงไทยจำนวนหนึ่งที่มีชื่อเป็นเพลงเพลงเดียวกัน แต่มีคนแต่งมากกว่า ๑ คน การที่มีผู้แต่งมากกว่า ๑ คนนั้น ไม่ใช่เป็นการแต่งร่วมกันในผลงานชิ้นเดียวกัน แต่เป็นผลงานคนละชิ้นที่แยกกันแต่ง โดยผลงานเพลงที่แยกกันแต่งนั้น จะมีโครงสร้างหลักของเพลงที่เท่ากัน มีความยาวของเพลงเท่ากัน และใช้จังหวะหน้าทับเดียวกัน เช่น ในกรณีของเพลงพม่าห้าท่อน แขกลพบุรี และเชิดจีน เป็นต้น ทางครูสามารถอธิบายเปรียบเทียบได้กับสภาพของอาคารบ้านเรือนหลายหลัง แต่ละหลังมีโครงสร้างทางวิศวกรรที่เหมือนกัน มีพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน แต่ได้รับการออกแบบและตกแต่งโดยสถาปนิกที่ต่างกัน ดังนั้น อาคารบ้านเรือนภายหลังจากตกแต่ง จึงมีความงามที่แตกต่างกันออกไป
จาก เอกลักษณ์ในเรื่องต่างๆทางดนตรีไทยนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ดนตรีไทยไม่เป็นรองชาติใดในโลกเหมือนกัน ซึ่งสามารถขับขาน บรรเลงเสียงที่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ต้องมนต์สะกดของเสียงเพลงเลยทีเดียว  เสน่ห์ของดนตรีไทยยังสามารถนำมาผสานรวม ร่วมกับดนตรีสากลเพิ่มความไพเราะไปอีกในรูปแบบหนึ่งอย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว
ดัง พระราชหฤทัยที่ฝักใฝ่ในการสืบสานและสืบทอดดนตรีไทยนี้เป็นที่ประจักษ์ ดัง พระราชกระแสดำรัสในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ตอนหนึ่งว่า
"ดนตรีไทยเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาวไทย ความล้ำค่าของดนตรีไทยนั้นอยู่ที่ดนตรีไทย และเพลงไทย ได้สะท้อนความเป็นไทยในส่วนที่เป็นความละเอียดอ่อนละเมียดละไม อ่อนโยนต่อธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ได้อย่างหมดจดยิ่งกว่าวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ การรู้จักดนตรีไทยย่อมเป็นการรู้จักความละเมียดละไมของบรรพชนไทยได้เป็น อย่างดี และจะช่วยให้ตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นไทยอย่างชื่นชมตลอดไปด้วย"
สุดท้าย.. ด น ต รี ไม่ว่าจะเป็นของชาติใด ภาษาใด ก็ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าในอันที่ จะกล่อมเกลาให้จิตใจมนุษย์ละเอียดอ่อน เพื่อจะได้ปลูกฝังความดีและมิตรภาพเท่าเทียมกัน ทั้งสิ้นล้วนมีพื้นฐานมาจากส่วนต่างๆ เหล่านี้ทั้งสิ้น ความแตกต่างในรายละเอียดของแต่ละส่วนแต่ละวัฒนธรรมนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่การที่จะแตกต่างกันอย่างไรนั้น กรอบวัฒนธรรมของแต่ละสังคมจะเป็นปัจจัยที่กำหนดในตรงตามรสนิยมของแต่ละ วัฒนธรรม จนเป็นผลให้สามารถแยกแยะดนตรีของชาติหนึ่งแตกต่างจากดนตรีของอีกชาติหนึ่ง ได้อย่างง่ายดาย  แต่ดนตรีไทย และเพลงไทยมีคุณค่าของความเป็นไทยประสมอยู่ด้วย จึงเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนควร รักษาและพัฒนาตลอดไป …