ชื่อหน่วยการเรียนรู้  หน่วยที่ 3.   ปัจจัยในการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีในแต่ละวัฒนธรรม
มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
ศ.2.1 ม.5/

อธิบายเหตุผลที่คนต่างวัฒนธรรมสร้างสรรค์งานดนตรีแตกต่างกัน
MUSIC online
ศ32101
จัดทำโดย นายพีระพงษ์   ตรีศาสตร์
ดนตรีไทยสมัยสุโขทัย
     สักประมาณ 800 ปีที่แล้ว ในสมัยกรุงสุโขทัย คราเมื่อผู้คนอยู่ดีกินดี บ้านเมืองสงบสุข ปราศจากสงครามรบพุ่ง ศิลปะต่างๆก็จะเจริญรุ่งเรือง และมีศิลปะแขนงหนึ่ง ที่บรรพบุรุษของเราได้รับอิทธิพลจาก จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ก็คือดนตรี ผ่านการขัดเกลาประยุกต์จนเรียกกันว่าดนตรีไทย ในสมัยนั้น นักดนตรีไทย เขาฮิตการขับลำนำ และร้องเล่น วรรณคดี "ไตรภูมิพระร่วง" และเครื่องดนตรีไทยในยุคเริ่มแรกนั้น ประกอบไปด้วย แตร สังข์ มโหระทึก ฆ้อง กลอง ฉิ่ง แฉ่ง (ฉาบ) บัณเฑาะว์ พิณ ซอ ปี่ไฉน ระฆัง กรับ และกังสดาล  เพลงไทย สมัยนี้ยังไม่มีหลักฐานระบุไว้อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามเพลงไทยในสมัยนี้เป็นเพลงประเภทที่เป็นเพลงพื้นเมือง มากกว่าที่จะนำมาใช้ร้องประกอบดนตรีเช่นเพลงเทพทองนอกจากนี้การขับ ไม้บัณเฑาะว์ซึ่งเป็นเพลงที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ดนตรีไทยสมัยอยุธยา
        เรื่องของศิลปะโดยเฉพาะการดนตรีจะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าก็ในเวลาที่บ้านเมืองมีความสงบสุข ประชาชนพลเมืองอยู่ดีกินดีปราศจากศึกสงคราม แต่ว่าตั้งแต่สมัยที่อาณาจักรสุโขทัยได้มารวมกับอยุธยานี้ บ้านเมืองก็มีศึกสงครามภายนอกและสงครามภายในมีอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นการดนตรีต่างๆ จึงมิได้เจริญก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่มีอยู่เดิมอย่างไรและที่รับมาจากสุโขทัยอย่างไรก็คงสภาพเช่นเดิมนั้น แม้แต่วงปี่พาทย์เครื่องห้าก็คงมีเครื่องดนตรีอยู่เท่าเดิม คือ ปี่ใน ฆ้องวง ตะโพน กลองทัดลูกเดียว และฉิ่ง การที่ปี่พาทย์เครื่องห้ามีอยู่เพียงเท่านี้ โดยไม่มีระนาดนั้นได้ใช้กันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการบรรเลงประกอบโขน ละครหรืองานพิธีใดๆ และปรากฏว่าใช้กันมาถึงสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดังได้ปรากฏตามจดหมายเหตุของ มองซิเออร์ เดอ ลา ลูแบร์ เอกอัครราชทูต
พิเศษของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ผู้เข้ามาทูลเกล้าฯถวายพระราชสาส์นในกรุงสยามที่บันทึกไว้เมื่อพุทธศักราช ๒๒๓๑ ในจดหมายเหตุนี้ ลาลูแบร์ได้บันทึกไว้อย่างละเอียดลออว่า เครื่องบรรเลงในวงดนตรีมีอะไรบ้าง รูปร่างเป็นอย่างไร (ในสายตาฝรั่ง) ก็บันทึกไว้อย่างเรียบร้อย แต่ก็ไม่ปรากฏมีระนาดอยู่ในวงเลย จะว่าลาลูแบร์ไม่เห็นก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าระนาดนั้นไม่ใช่ของเล็ก และการตั้งวงปี่พาทย์ระนาดจะต้องตั้งข้างหน้าวงเสมอ เมื่อลาลูแบร์ไม่ได้บันทึกเรื่องระนาดลงไว้จึงเชื่อได้ว่า วงปี่พาทย์สมัยนั้นคงจะยังไม่มีระนาดเป็นแน่ แม้คำพากย์ไหว้ครูหนังใหญ่ของเก่าที่เรียกกันว่า “พากย์สามตระ” นั้น ในฉบับที่ถือว่าเก่าที่สุดก็มีว่า ดังนี้
“ชัยศรีโขลนทวาร            ฆ้องกลองตะโพนครู
ดูเล่นให้สุขสำราญ”         “พลโห่ขานโห่หวั่นไหว
ตะโพนและกลองฆ้องขาน”   
“ อนึ่งในท่อน้ำ ในสระแก้ว ผู้ใดขี่เรือคฤ เรือปทุน เรือกูบ และเรือมีสาตราวุธ และใส่หมวกคลุม
หัวนอนมา ชายหญิงนั่งมาด้วยกัน อนึ่งชเลาะตีด่ากัน ร้องเพลงเรือ เป่าปี่เป่าขลุ่ย สีซอ ดีดจะเข้ กระจับปี่ ตีโทนทับ โห่ร้องนี่นัน อนึ่งพิริยหมู่แขก ขอม ลาว พะม่า เมง มอญ มสุม แสง จีน จาม ชวา นานาประเทษทั้งปวง และเข้ามาเดิรในท้ายสนมก็ดี ทั้งนี้อัยการขุนสนมห้าม ถ้ามิได้ห้ามปรามเกาะกุมเอามาถึงศาลา ให้แก่เจ้าน้ำเจ้าท่าแลให้นานาประเทษไปมาในท้ายสนมได้ โทษเจ้าพนักงานถึงตาย”
เครื่องดนตรีต่างๆ ที่ได้ระบุมาในกฎมณเฑียรบาลนี้ นอกจากปี่ซึ่งอยู่ในวงปี่พาทย์และกระจับปี่ในวงมโหรีแล้ว ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่อยู่ในวงเครื่องสายทั้งสิ้น คือ มีซอ ขลุ่ย จะเข้ และโทนทับ ส่วนซอนั้นจะเป็นซอสามสายอย่างวงมโหรี หรือจะเป็นซอด้วงซออู้อย่างที่เราบรรเลงผสมอยู่ในวงเครื่องสายก็ไม่ทราบได้ แต่เท่าที่พิจารณาตามสภาพการณ์ซึ่งเล่นกันมากมายแพร่หลายถึงต้องบัญญัติไว้เป็นกฎหมายห้ามกันอย่างนี้ คงต้องเป็นของที่ค่อนข้างจะเล่นง่ายและหาง่าย จึงเข้าใจว่าซอที่ระบุใน
โทนทับ
กฏมณเฑียรบาลนี้จะเป็นซอด้วงซออู้ ที่บัญญัติไว้ว่า “ซอ” เฉย ๆ ก็เพื่อให้คลุมไปถึงซอสามสายและซออื่นๆที่จะมีผู้คิดสร้างเลี่ยงกฎหมายในภายหลังด้วยถ้าเป็นอย่างนี้วงเครื่องสายไทยในสมัยอยุธยาก็มีพร้อมบริบูรณ์อยู่แล้ว คือ มีซอด้วง ซออู้ จะเข้ ขลุ่ยเป็นเครื่องบรรเลงทำนอง โทน ทับ และฉิ่งเป็นเครื่องบรรเลงประกอบจังหวะ ส่วนขลุ่ยก็คงจะมีแต่ขลุ่ยเลาขนาดกลาง ซึ่งเราเรียกกันในสมัยนี้ว่า “ขลุ่ย เพียงออ” เลาเดียว “ขลุ่ยหลิบ” คือขลุ่ยขนาดเล็กมีเสียงสูงนั้นยังไม่มี แต่ “โทนทับ” นั้นเป็นการเรียกทับศัพท์ เพราะทับคือโทน โทนก็คือทับ จึงเห็นได้ว่าเวลานั้นเครื่องกำกับจังหวะมีแต่โทนคือทับอย่างเดียว ยังไม่มีรำมะนามาผสม ส่วนชื่อวงที่มีเครื่องสายผสมนี้คงจะไม่เรียกว่า วงเครื่องสาย แต่อาจจะเรียกว่า “ดนตรี” ก็ได้ เพราะในกฎมณเฑียรบาลนั่นเองแยกเรียกมโหรีกับดนตรีเป็นคนละอย่าง กฎมณเฑียรบาลที่ว่านั้นคือ ตอนซึ่งว่าด้วยการพิธีตรองเปรียงที่กำหนดเรือต่างๆ มีอยู่ตอนหนึ่งว่า
“เรือปลาลูกขุนเฝ้า น่าเรือเบญจา เรือจะเข้แนมทั้งสองข้าง ซ้ายดนตรี ขวามโหรีฯ”
คำว่า “ดนตรี” ในที่นี้ย่อมเหมาะที่จะเรียกชื่อวงเครื่องสายยิ่งกว่าวงอื่นใด เพราะคำว่า “ดนตรี” ก็แปลตรงอยู่ว่า “ผู้มีสาย” เท่าที่ได้รวบรวมกล่าวมาแล้ว ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า ในสมัยอยุธยานั้นมีเครื่องดนตรีครบทั้ง ๓ ประเภท คือ ปี่พาทย์ มโหรี และเครื่องสาย
ดนตรีไทยสมัยกรุงธนบุรี เนื่องจากในสมัยนี้เป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่ 15 ปี และประกอบกับ เป็นสมัยแห่งการก่อร่างสร้างเมือง และการป้องกันประเทศเสียโดยมาก วงดนตรีไทย ในสมัยนี้จึงไม่ปรากฏหลักฐานไว้ว่า ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้น สันนิษฐานว่า ยังคงเป็นลักษณะและรูปแบบของ ดนตรีไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
         ในสมัยนี้ เมื่อบ้านเมืองได้ผ่านพ้นจากภาวะศึกสงคราม และได้มีการก่อสร้างเมืองให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น เกิดความ สงบร่มเย็น โดยทั่วไปแล้ว ศิลป วัฒนธรรม ของชาติ ก็ได้รับการฟื้นฟูทะนุบำรุง และส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น โดยเฉพาะ ทางด้าน ดนตรีไทย ในสมัยนี้ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเจริญขึ้นเป็นลำดับ ดังต่อไปนี้ คือ
         สมัยรัชกาลที่ 1 ดนตรีไทย ในสมัยนี้ส่วนใหญ่ ยังคงมีลักษณะ และ รูปแบบตามที่มีมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่พัฒนาขึ้นบ้างในสมัยนี้ก็คือ การเพิ่ม กลองทัด ขึ้นอีก 1 ลูก ใน วงปี่พาทย์ ซึ่ง แต่เดิมมา มีแค่ 1 ลูก พอมาถึง สมัยรัชกาลที่ 1 วงปี่พาทย์ มี กลองทัด 2  ลูก เสียงสูง (ตัวผู้) ลูกหนึ่ง และ เสียงต่ำ (ตัวเมีย) ลูกหนึ่ง และการใช้ กลองทัด 2 ลูก ในวงปี่พาทย์ ก็เป็นที่นิยมกันมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้
         สมัยรัชกาลที่ 2 อาจกล่าวว่าในสมัยนี้ เป็นยุคทองของ ดนตรีไทย ยุคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะ องค์พระมหากษัตริย์ ทรงสนพระทัย ดนตรีไทย เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ในทาง ดนตรีไทย ถึงขนาดที่ ทรงดนตรีไทย คือ ซอสามสาย ได้ มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า "ซอสายฟ้าฟาด" ทั้งพระองค์ได้ พระราชนิพนต์ เพลงไทย ขึ้นเพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่ไพเราะ และอมตะ มาจนบัดนี้นั่นก็คือเพลง "บุหลันลอยเลื่อน"  การพัฒนา เปลี่ยนแปลงของ ดนตรีไทย ในสมัยนี้ก็คือ ได้มีการนำเอา วงปี่พาทย์มาบรรเลง ประกอบการขับเสภา เป็นครั้งแรก     นอกจากนี้ ยังมีกลองชนิดหนึ่งเกิดขึ้น โดยดัดแปลงจาก "เปิงมาง" ของมอญ ต่อมาเรียกกลองชนิดนี้ว่า "สองหน้า" ใช้ตีกำกับจังหวะแทนเสียงตะโพนในวงปี่พาทย์ ประกอบการขับเสภา เนื่องจากเห็นว่าตะโพนดังเกินไป จนกระทั่งกลบเสียงขับ กลองสองหน้านี้ ปัจจุบันนิยมใช้ตีกำกับจังหวะหน้าทับ ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง
          สมัยรัชกาลที่ 3 วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้ม มาคู่กับระนาดเอก และประดิษฐ์ฆ้องวงเล็กมาคู่กับ ฆ้องวงใหญ่
          สมัยรัชกาลที่ 4 วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ เครื่องดนตรี เพิ่มขึ้นอีก 2 ชนิด เลียนแบบ ระนาดเอก และระนาดทุ้ม โดยใช้โลหะทำลูกระนาด และทำรางระนาดให้แตกต่างไปจากรางระนาดเอก และระนาดทุ้ม (ไม้) เรียกว่า ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก นำมาบรรเลงเพิ่มในวงปี่พาทย์เครื่องคู่ ทำให้ ขนาดของ วงปี่พาทย์ขยายใหญ่ขึ้นจึงเรียกว่า วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่  อนึ่งในสมัยนี้ วงการดนตรีไทย นิยมการร้องเพลงส่งให้ดนตรีรับ หรือที่เรียกว่า "การร้องส่ง" กันมากจนกระทั่ง การขับเสภาซึ่งเคยนิยมกันมาก่อนค่อย ๆ หายไป และการร้องส่งก็เป็นแนวทางให้มีผู้คิดแต่งขยายเพลง 2 ชั้นของเดิมให้เป็นเพลง 3 ชั้น และตัดลง เป็นชั้นเดียว จนกระทั่งกลายเป็นเพลงเถาในที่สุด (นับว่าเพลงเถาเกิดขึ้นมากมายในสมัยนี้) นอกจากนี้ วงเครื่องสาย ก็เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลนี้เช่นกัน
         สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการปรับปรุงวงปี่พาทย์ขึ้นใหม่ชนิดหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่า "วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์" โดยสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สำหรับใช้บรรเลงประกอบการแสดง "ละครดึกดำบรรพ์" ซึ่งเป็น ละครที่เพิ่งปรับปรุงขึ้นในสมัยรัชกาลนี้เช่นกัน หลักการปรับปรุงของท่านก็โดยการตัดเครื่องดนตรีชนิดเสียงเล็กแหลม หรือดังเกินไปออก คงไว้แต่เครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้ม นุ่มนวล กับเพิ่มเครื่องดนตรีบางอย่างเข้ามาใหม่ เครื่องดนตรี ในวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จึงประกอบด้วยระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ขลุ่ย ซออู้ ฆ้องหุ่ย (ฆ้อง 7 ใบ) ตะโพน กลองตะโพน และเครื่องกำกับจังหวะ
          สมัยรัชกาลที่ 6 ได้การปรับปรุงวงปี่พาทย์ขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง โดยนำวงดนตรีของมอญมาผสมกับ วงปี่พาทย์ของไทย ต่อมาเรียกวงดนตรีผสมนี้ว่า "วงปี่พาทย์มอญ" โดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นผู้ปรับปรุงขึ้น วงปี่พาทย์มอญดังกล่าวนี้ ก็มีทั้งวงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า เครื่องคู่ และเครื่องใหญ่ เช่นเดียวกับวงปี่พาทย์ของไทย และกลายเป็นที่นิยมใช้บรรเลงประโคมในงานศพ มาจนกระทั่งบัดนี้ นอกจากนี้ยังได้มีการนำเครื่องดนตรีของต่างชาติ เข้ามาบรรเลงผสมกับ วงดนตรีไทย บางชนิดก็นำมาดัดแปลงเป็นเครื่องดนตรีของไทย ทำให้รูปแบบของ วงดนตรีไทย เปลี่ยนแปลงพัฒนา ดังนี้ คือ การนำเครื่องดนตรีของชวา หรืออินโดนีเซีย คือ "อังกะลุง" มาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก โดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ทั้งนี้โดยนำมาดัดแปลง ปรับปรุงขึ้นใหม่ให้มีเสียงครบ 7 เสียง (เดิมมี 5 เสียง) ปรับปรุงวิธีการเล่น โดยถือเขย่าคนละ 2 เสียง ทำให้เครื่องดนตรีชนิดนี้ กลายเป็นเครื่องดนตรีไทยอีกอย่างหนึ่ง เพราะคนไทยสามารถทำอังกะลุงได้เอง อีกทั้งวิธีการบรรเลงก็เป็นแบบเฉพาะของเราแตกต่างไปจากของชวาโดยสิ้นเชิง  การนำเครื่องดนตรีของต่างชาติเข้ามาบรรเลงผสมในวงเครื่องสาย ได้แก่ ขิมของจีน และออร์แกนของฝรั่ง ทำให้วงเครื่องสายพัฒนารูปแบบของวงไปอีกลักษณะหนึ่ง คือ "วงเครื่องสายผสม"                                                                               
          สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสนพระทัยทางด้าน ดนตรีไทย มากเช่นกัน พระองค์ได้พระราชนิพนธ์ เพลงไทยที่ไพเราะไว้ถึง 3 เพลง คือ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง 3 ชั้น เพลงเขมรลอยองค์ (เถา) และเพลงราตรีประดับดาว (เถา) พระองค์และพระราชินีได้โปรดให้ครูดนตรีเข้าไปถวายการสอนดนตรีในวัง แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ระยะเวลาแห่งการครองราชย์ของพระองค์ไม่นาน เนื่องมาจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพระองค์ทรงสละราชบัลลังก์ หลังจากนั้นได้ 2 ปี มิฉะนั้นแล้ว ดนตรีไทย ก็คงจะเจริญรุ่งเรืองมาก ในสมัยแห่งพระองค์ อย่างไรก็ตามดนตรีไทยในสมัยรัชกาลนี้ นับว่าได้พัฒนารูปแบบ และลักษณะ มาจนกระทั่ง สมบูรณ์ เป็นแบบแผนดังเช่นในปัจจุบันนี้แล้วจะเห็นได้ว่า ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชมีผู้นิยมดนตรีไทยกันมาก และมีผู้มีฝีมือ ทางดนตรี ตลอดจน มีความคิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ให้พัฒนาก้าวหน้ามาตามลำดับ พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ตลอดจนขุนนางผู้ใหญ่ ได้ให้ความอุปถัมภ์ และทำนุบำรุงดนตรีไทย ในวังต่าง ๆ มักจะมีวงดนตรีประจำวัง เช่น วงวังบูรพา วงวังบางขุนพรหม วงวังบางคอแหลม และวงวังปลายเนิน เป็นต้น แต่ละวงต่างก็ขวนขวายหาครูดนตรี และนักดนตรีที่มีฝีมือเข้ามาประจำวง มีการฝึกซ้อมกันอยู่เนืองนิจ บางครั้งก็มีการประกวดประชันกัน จึงทำให้ดนตรีไทยเจริญเฟื่องฟูมาก
          ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ดนตรีไทยเริ่มซบเซาลง อาจกล่าวได้ว่า เป็นสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ ดนตรีไทย เกือบจะถึงจุดจบ เนื่องจากรัฐบาลในสมัยหนึ่งมีนโยบายทีเรียกว่า "รัฐนิยม" ซึ่งนโยบายนี้ มีผลกระทบต่อ ดนตรีไทย ด้วย กล่าวคือมีการห้ามบรรเลง ดนตรีไทย เพราะเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ ใครจะจัดให้มีการบรรเลง ดนตรีไทย ต้องขออนุญาต จากทางราชการก่อน อีกทั้ง นักดนตรีไท ยก็จะต้องมีบัตรนักดนตรีที่ทางราชการออกให้ จนกระทั่งต่อมาอีกหลายปี เมื่อได้มี การสั่งยกเลิก "รัฐนิยม"
เอกลักษณ์ของวัฒนธรรมดนตรีสากล
ดนตรีสากล เป็นมารดกทางวัฒนธรรมของชาวตะวันตก เริ่มจากการที่ชาวยุโรปมีการบันทึกทำนองเพลงที่เป็นแบบแผนเดียวกันโดยใช้สัญลักษณะที่เรียกว่า  โน้ตสากล และใช้กับเครื่องดนตรีสากลที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับ อย่างกว้างขวาง
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของดนตรีสากลที่สำคัญที่สุดคือ  การที่ดนตรีสากลมีรากฐานมาจากเพลงศาสนา ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากโบสถ์ เริ่มใช้ครั้งแรกในพิธีทางศาสนาโดยเริ่มจากการใช้คำพูดธรรมดาในการประกอบพิธี  ต่อมาได้ประดิษฐ์คำพูดให้มีระดับเสียงต่าง ๆ  ทำ ให้ชวนฟังยิ่งขึ้นจนกลายเป็นทำนองเพลงขึ้น การฝึกหัดร้องประสานเสียง การฟัง รวมทั้งหลักวิชาต่างๆ ทางดนตรีจากโบสถ์ สะสมมาตั้งแต่เล็กๆ ติดเป็นนิสัยมาจนอายุมาก การดนตรีจึงมีความเจริญมา  ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชาติ  ศาสนา  โดยเฉพาะทางดนตรีตะวันตก   นับว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสนามาก      บทเพลงที่เกี่ยวกับศาสนาหรือเรียกว่าเพลงวัดนั้น  ได้แต่งขึ้นอย่างถูกหลักเกณฑ์    ตามหลักวิชาการดนตรี  ผู้แต่งเพลงวัดต้องมีความรู้ความสามารถสูง  เพราะต้องแต่งขึ้นให้สามารถโน้มน้าวจิตใจผู้ฟังให้นิยมเลื่อมใสในศาสนามาก ขึ้น  ดังนั้นบทเพลงสวดในศาสนาคริสต์จึงมีเสียงดนตรีประโคมประกอบการสวดมนต์   เมื่อมีบทเพลงเกี่ยวกับศาสนามากขึ้น  เพื่อเป็นการป้องกันการลืมจึงได้มีผู้ประดิษฐ์สัญลักษณ์ต่างๆแทนทำนอง  เมื่อประมาณ ค.ศ.  1000  สัญลักษณ์ดังกล่าวคือ
ตัวโน้ต ( Note )  นั่นเอง  โน้ตเพลงที่ใช้ในหลักวิชาดนตรีเบื้องต้นเป็นเสียงโด  เร  มี นั้น  เป็นคำสวดในภาษาละติน   จึงกล่าวได้ว่าวิชาดนตรีมีจุดกำเนิดมาจากวัดหรือศาสนา  ซึ่งในยุโรปนั้นถือว่าเพลงเกี่ยวกับศาสนานั้นเป็นเพลงชั้นสูงสุด ซึ่งเพลงศาสนาหรือดนตรีศาสนา (Church music หรือ Sacred music) นี้เองมีส่วนทำให้ศาสนาโดยเฉพาะศาสนา คริสต์เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา นับเป็นเวลาที่ยาวนานมาถึงร่วม 7 ศตวรรษ เพลงศาสนานี้จัดได้ว่าเป็นคำตรงกันข้ามกับ คำว่า ดนตรีบ้าน (secular music) ดนตรี ศาสนาจะขับร้องและบรรเลงกันในวัดหรือโบสถ์ ส่วนดนตรีบ้านเป็นดนตรีชาวบ้านที่ฟังหรือบรรเลงกันตามบ้านทั่ว ๆ ไปเพลงศาสนาประเภทนี้เป็นเพลงประเภทขับร้องที่มีเนื้อร้องเกี่ยวกับศาสนาโดย เฉพาะ มีทั้งประเภทที่ขับร้องเดี่ยว และ ขับร้องประสานเสียง อาจประกอบดนตรี หรือไม่ก็ได้
และเอกลักษณ์ที่ดนตรีสากลหรือดนตรีตะวันตกคือ พื้นฐานจากความมุ่งหวังไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า จากหลักปรัชญากรีกโบราณในราวช่วงปี 800 ก่อนคริสตกาล ที่เน้นความสำคัญของการสร้างร่างกายให้แข็งแรงด้วยการเล่นกีฬา และงดงามของจิตใจด้วยศิลปะ บทกวี ดนตรี การละคร และระบำรำฟ้อน เพื่อสร้างสรรค์ให้มนุษย์สมบูรณ์
              ดนตรีสากลเป็นดนตรีประเภทหนึ่งที่ชาวตะวันตกได้นำมาเผย แพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก  จึงทำให้ชนหลายชาติหลายภาษาสามารถเล่นดนตรีสากลได้
               เครื่องดนตรีสากล ที่ใช้กันในชนชาติต่าง ๆ  ส่วนใหญ่เป็นมาตรฐานเดียวกัน  ชนิดเดียวกัน  มีการบันทึกทำนอง เพลงโดยใช้สัญลักษณ์เดียวกัน  ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้บันทึกทำนองเพลงเรียกว่า โน้ตสากล
                โน้ตสากล ใช้เพื่อบันทึกทำนองเพลงเพื่อกันลืมและเป็นการกำหนดทำนองเพลงว่าจะใช้เสียงสั้นยาวเพียงใด  หรือเน้นเสียงหนักเบาตรงช่วงใดนอกจากนี้โน้ตสากลยังมีความหมายอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันในปัจจุบัน
รูปแบบของดนตรีสากล ในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะแตก ต่างกันออกไป  ดนตรี สากลได้พัฒนาทั้งรูปแบบของเพลงและเครื่องดนตรีมาสู่ยุคปัจจุบันเป็น ที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก และยังเป็นบทเพลงดนตรีสากลมาตรฐานอย่างมากมาย ดังนี้
1.เพลงศาสนา                                                           2. เพลงที่ใช้ขับร้องในละครอุปรากร หรือละครโอเปร่า
3. เพลงลีลาศ                                                            4. พลงชาวบ้าน
5. เพลงตะวันตก                                                        6 เพลง Chamber music
7. เพลงกล่อมเด็ก (Lullaby)                                          8. เพลง Sonata
9. เพลงเซอเรเนค (Seranade)                                      10 เพลงพาเหรด (March)
11. เพลงแจ๊ส (Jazz)                                                  12. เพลงซิมโฟนี (Symphony)
13. เพลง Program music  (อยู่ในจำพวกซิมโฟนี )             14. เพลง (Concerto)
15. เพลงโอเวอร์เจอร์ (Overture)                                  16.เพลงอมตะ (Immoral song) 
เอกลักษณ์ของดนตรีไทยในวัฒนธรรมไทย
ประเทศ ไทยนั้น ได้รับอิทธิพล ทางด้าน การร้องการดนตรี มาจาก หลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย จีน อินเดีย และอีกหลายๆ ประเทศ โดยเครื่องดนตรีไทยนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทดีด เช่น จะเข้ กระจับปี่ ประเภทสี เช่น ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย พิณน้ำเต้า ประเภทตี เช่น กรับ ระนาด ฆ้อง ฉาบ กลอง ฉิ่ง และประเภทเป่า เช่น ปี่ ปี่ชวา ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยหลีบ เป็นต้น
ดนตรี ไทยนั้น ได้มีการบันทึกไว้ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา ซึ่งสมัยนั้นมีลักษณะเป็นการ ขับลำนำ และการร้องเล่นในวรรณคีเรื่องไตรภูมิพระร่วง จะใช้เครื่องดนตรีในการเล่น ได้แก่ ฆ้อง กลอง แตร สังข์ ฉาบ พิณ บัณเฑาะว์ มโหระทึก ปี่ไฉน กรับ กังสดาล และระฆัง สำหรับวงดนตรีไทยนั้น จะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตาม ลักษณะของการบรรเลง และระเบียบของการเล่นตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน จะมีอยู่ 3 ประเภท ซึ่งก็คือ วงปี่พาทย์ วงเครื่องสาย และวงมโหรี
ใน ด้านลักษณะท่าทีในการเล่นดนตรีไทย ก็จะมีลักษณะ ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับชาติอื่น โดยสามารถที่จะบ่งบอกได้ถึงความเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทยซึ่งในการขับ ร้องรวมไปถึงทำนองของเพลงจังหวะการเล่นจะสามารถ รับรู้ถึงอารมณ์ของผู้ร้องผู้เล่นได้เป็นอย่างดี อีกทั้งในการบรรเลงเพลงไทยนั้นไม่ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ดังนั้นถ้าฟังการบรรเลงเพลงไทยถึงแม้จะเป็นเพลงเดียวกัน แต่ทำนองอาจจะไม่ซ้ำกันก็ได้
หากพิจารณาเอกลักษณ์ความโดดเด่นหรือลีลาเฉพาะของดนตรีไทยนั้น เราสามารถที่จะศึกษาถึงลีลาของดนตรีไทยจากลักษณะต่างๆ ดังนี้
             - ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดนตรีไทย
             - ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของวงดนตรีไทย
             - ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของเพลงไทย
             - ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ประพันธ์เพลงไทย
             - ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของการขับร้องเพลงไทย
ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดนตรีไทย         
เครื่อง ดนตรีไทยแต่ละชนิด แต่ละเครื่อง ต่างก็มีลีลาของการบรรเลงที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็มีลีลาในการผลิตเสียงที่ละเอียด บ้างก็มีลีลาที่ผลิตเสียงห่างๆ ในบางโอกาสอาจจะพบลีลาการบรรเลงที่สนุกสนาน หยอกล้อกันไปมาระหว่างเครื่องดนตรีด้วยกัน ปัจจัยที่ก่อให้เกิดลีลาของการบรรเลงที่ต่างกัน มีสาเหตุมาจากองค์ประกอบอื่นๆ อีกหลายประการ เช่น รูปร่างลักษณะของเครื่องดนตรี รูปแบบของเพลง สำหรับในหัวข้อนี้จะพิจารณาลีลาของเครื่องดนตรีใน ๒ ลักษณะ ดังนี้
๑. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะเครื่องดนตรี
รูป ร่างลักษณะวัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรี ตลอดทั้งวิธีที่ทำให้เกิดเสียง นับเป็นปัจจัยสำคัญเบื้องต้นในการกำหนดลีลาการดำเนินทำนอง เช่น เครื่องดนตรีที่มีขนาดใหญ่จะมีเสียงทุ้มต่ำ ลีลาการสร้างทำนองจึงต้องดำเนินไปอย่างห่างๆ ในขณะที่เครื่องดนตรีขนาดเล็กจะมีเสียงสูง ศักยภาพในการผลิตทำนองอย่างละเอียด จึงทำได้ดีกว่าเครื่องดนตรีที่มีขนาดใหญ่
๒. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ตามบทบาทและหน้าที่
นอก จากลีลาเฉพาะเครื่องดนตรีตามที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ลีลาการดำเนินทำนองของเครื่องดนตรีไทย จะต้องมีบทบาทและหน้าที่อยู่ในกรอบของลีลาเพลง เช่น เพลงประเภททางพื้นและเพลงประเภทลูกล้อ-ลูกขัด เป็นต้น ในกรณีของการบรรเลงเครื่องดนตรีไทยจะถูกกำหนดให้มีบทบาทและหน้าที่เป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มนำและกลุ่มตาม
กลุ่มนำ ประกอบ ด้วย เครื่องดนตรีที่มีเสียงสูงทั้งหมด อันได้แก่ ระนาดเอก ฆ้องวงเล็ก ซอด้วง และขลุ่ยหลีบ เป็นต้น มีหน้าที่ในการบรรเลงนำทำนอง
กลุ่มตาม ประกอบด้วย เครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้มต่ำ เช่น ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่และวงอู้ เป็นต้น มีหน้าที่บรรเลงตามทำนอง
ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของวงดนตรี
ลีลา ที่เป็นเอกลักษณ์ของนักดนตรีนั้น ผู้ฟังจะพบลีลาการบรรเลงที่แตกต่างกันระหว่างบุคคล บางท่านอาจจะมีลีลาในการเดินทางกลอนได้อย่างชาญฉลาด ความแตกต่างที่ปรากฏนี้ นอกจากจะเป็นเพราะพรสวรรค์และทักษะเฉพาะทางของแต่ละบุคคล
          วง ดนตรีที่เครื่องดนตรีเครื่องนั้นกำลังสังกัดอยู่ นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งในการกำหนดลีลาของเครื่องดนตรี วงดนตรีไทยแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท โดยแต่ละประเภทต่างก็มีลีลาและสีสันเฉพาะตัว ดังนี้
๑. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องสาย
ลีลา ด้านการดำเนินทำนอง โดยเฉพาะเครื่องสายประเภทซอ จัดได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น การเคลื่อนที่ของทำนองจากต่ำไปสู่สูงและลงมาต่ำนั้น มีลีลาการสร้างทำนองที่ต่างไปจากเครื่องดนตรีอื่นๆ เช่น ระนาดเอก ฆ้องวง ทั้งนี้เนื่องจากซอเป็นเครื่องดนตรีที่มีความกว้างของช่วงเสียงหรือพิสัย (Range) ที่ แคบ การเคลื่อนที่ของทำนองจึงหมุนเวียนอยู่ในกรอบของระดับเสียงที่จำกัด อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนที่ของทำนองในวงเครื่องสายลักษณะนี้ กลับกลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของวงเครื่องสายได้อย่างดียิ่ง
๒. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของวงปี่พาทย์
เครื่อง ดนตรีที่สังกัดในวงปี่พาทย์เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีเสียเป็น ส่วนใหญ่ จะมีก็แต่เพียงปี่เท่านั้น ที่เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าร่วมอยู่ด้วย เครื่องดนตรีที่สังกัดในวงปี่พาทย์นั้น เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงดัง เนื่องด้วยแต่เดิมนิยมใช้บรรเลงในที่กลางแจ้ง เช่น ประกอบการแสดงโขนละคร เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีทุกเครื่องจะใช้ไม้ตีชนิดแข็งทั้งสิ้น โดยธรรมชาติของการสร้างเสียง สำหรับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี เมื่อตี ๑ ครั้งผลิตเสียงได้ ๑ เสียง จากลักษณะดังกล่าวจึงทำให้วงปี่พาทย์เป็นวงดนตรีที่มีลีลาของการบรรเลงแบบ เก็บในเพลงประเภททางพื้นได้อย่างโดดเด่น  ใน ส่วนของการดำเนินทำนอง เครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ทุกเครื่องสามารถเคลื่อนระดับเสียงในการสร้างทำนอง จากสูงไปต่ำได้ในช่วงกว้าง ลีลาการดำเนินทำนองที่เกี่ยวข้องกับระดับเสียง จึงมีความใกล้เคียงกับทำนองหลักหรือลูกฆ้องที่ผู้ประพันธ์ได้ประพันธ์ไว้มาก ที่สุด
๓. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของวงมโหรี
วง มโหรีเป็นวงดนตรีที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีหลัก ในวงเครื่องสายและวงปี่พาทย์ปรับเปลี่ยนเครื่องดนตรีเครื่องเป่าที่ซ้ำกัน คือ ขลุ่ยและปี่ โดยเลือกเอาขลุ่ยซึ่งมีกระแสเสียงกลมกลืนไปกับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ได้เป็นอย่างดี ส่วนไม้ตีระนาดเอกและฆ้องวงนั้นเปลี่ยนมาใช้ไม้นวม เพื่อให้เสียงมีความนุ่มนวลและประสานกลมกลืนกับเครื่องสาย  วง มโหรีจัดเป็นวงดนตรีที่มีความหลากหลายและสมบูรณ์ในด้านเสียงมากที่สุด กล่าวคือ มีเครื่องดนตรีประเภทดีด สี ตี เป่า ครบทุกตระกูลอยู่ร่วมกัน จากการที่เครื่องดนตรีที่หลากหลายนี้เอง จึงทำให้เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี โดยเฉพาะระนาดเอกที่มีช่วงเสียงของการบรรเลงที่กว้าง ต้องปรับเปลี่ยนลีลาการดำเนินทำนองให้ใกล้เคียงกับเครื่องสายประเภทซอ จึงจะมีกระแสเสียงที่ประสานกลมกลืนกัน ลักษณะต่างๆ เหล่านี้นับเป็นลีลาที่มีความเฉพาะตัว อันโดดเด่นของวงมโหรี
ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของวงดนตรี
ลีลา ที่เป็นเอกลักษณ์ของนักดนตรีนั้น ผู้ฟังจะพบลีลาการบรรเลงที่แตกต่างกันระหว่างบุคคล บางท่านอาจจะมีลีลาในการเดินทางกลอนได้อย่างชาญฉลาด ความแตกต่างที่ปรากฏนี้ นอกจากจะเป็นเพราะพรสวรรค์และทักษะเฉพาะทางของแต่ละบุคคล
          วง ดนตรีที่เครื่องดนตรีเครื่องนั้นกำลังสังกัดอยู่ นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งในการกำหนดลีลาของเครื่องดนตรี วงดนตรีไทยแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท โดยแต่ละประเภทต่างก็มีลีลาและสีสันเฉพาะตัว ดังนี้
๑. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องสาย
ลีลา ด้านการดำเนินทำนอง โดยเฉพาะเครื่องสายประเภทซอ จัดได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น การเคลื่อนที่ของทำนองจากต่ำไปสู่สูงและลงมาต่ำนั้น มีลีลาการสร้างทำนองที่ต่างไปจากเครื่องดนตรีอื่นๆ เช่น ระนาดเอก ฆ้องวง ทั้งนี้เนื่องจากซอเป็นเครื่องดนตรีที่มีความกว้างของช่วงเสียงหรือพิสัย (Range) ที่ แคบ การเคลื่อนที่ของทำนองจึงหมุนเวียนอยู่ในกรอบของระดับเสียงที่จำกัด อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนที่ของทำนองในวงเครื่องสายลักษณะนี้ กลับกลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของวงเครื่องสายได้อย่างดียิ่ง
๒. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของวงปี่พาทย์
เครื่อง ดนตรีที่สังกัดในวงปี่พาทย์เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีเสียเป็น ส่วนใหญ่ จะมีก็แต่เพียงปี่เท่านั้น ที่เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าร่วมอยู่ด้วย เครื่องดนตรีที่สังกัดในวงปี่พาทย์นั้น เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงดัง เนื่องด้วยแต่เดิมนิยมใช้บรรเลงในที่กลางแจ้ง เช่น ประกอบการแสดงโขนละคร เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีทุกเครื่องจะใช้ไม้ตีชนิดแข็งทั้งสิ้น โดยธรรมชาติของการสร้างเสียง สำหรับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี เมื่อตี ๑ ครั้งผลิตเสียงได้ ๑ เสียง จากลักษณะดังกล่าวจึงทำให้วงปี่พาทย์เป็นวงดนตรีที่มีลีลาของการบรรเลงแบบ เก็บในเพลงประเภททางพื้นได้อย่างโดดเด่น  ใน ส่วนของการดำเนินทำนอง เครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ทุกเครื่องสามารถเคลื่อนระดับเสียงในการสร้างทำนอง จากสูงไปต่ำได้ในช่วงกว้าง ลีลาการดำเนินทำนองที่เกี่ยวข้องกับระดับเสียง จึงมีความใกล้เคียงกับทำนองหลักหรือลูกฆ้องที่ผู้ประพันธ์ได้ประพันธ์ไว้มาก ที่สุด
๓. ลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ของวงมโหรี
วง มโหรีเป็นวงดนตรีที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีหลัก ในวงเครื่องสายและวงปี่พาทย์ปรับเปลี่ยนเครื่องดนตรีเครื่องเป่าที่ซ้ำกัน คือ ขลุ่ยและปี่ โดยเลือกเอาขลุ่ยซึ่งมีกระแสเสียงกลมกลืนไปกับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ได้เป็นอย่างดี ส่วนไม้ตีระนาดเอกและฆ้องวงนั้นเปลี่ยนมาใช้ไม้นวม เพื่อให้เสียงมีความนุ่มนวลและประสานกลมกลืนกับเครื่องสาย  วง มโหรีจัดเป็นวงดนตรีที่มีความหลากหลายและสมบูรณ์ในด้านเสียงมากที่สุด กล่าวคือ มีเครื่องดนตรีประเภทดีด สี ตี เป่า ครบทุกตระกูลอยู่ร่วมกัน จากการที่เครื่องดนตรีที่หลากหลายนี้เอง จึงทำให้เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี โดยเฉพาะระนาดเอกที่มีช่วงเสียงของการบรรเลงที่กว้าง ต้องปรับเปลี่ยนลีลาการดำเนินทำนองให้ใกล้เคียงกับเครื่องสายประเภทซอ จึงจะมีกระแสเสียงที่ประสานกลมกลืนกัน ลักษณะต่างๆ เหล่านี้นับเป็นลีลาที่มีความเฉพาะตัว อันโดดเด่นของวงมโหรี
การสร้างสรรค์งานดนตรี
     กิจกรรมสร้างสรรค์ทางดนตรี
     การสร้างสรรค์ทางดนตรีเป็นการคิดค้น ต่อเติม ประยุกต์ และจัดองค์ประกอบทางดนตรีขึ้นมาใหม่โดยไม่ซ้ำแบบใคร เช่น การแต่งเพลงขึ้นมาใหม่ การคิดค้นท่าออกกำลังกายให้เข้าจังหวะดนตรี เป็นต้น ซึ่งการสร้างสรรค์ทางดนตรีช่วยพัฒนากระบวนการคิดและเสริมสร้างทักษะด้านต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
     1.  หลักการสร้างสรรค์ทางดนตรี
          1.  การสร้างสรรค์จากประสบการณ์เป็นการสร้างสรรค์ที่เกิดจากประสบการณ์ของผู้สร้างสรรค์เอง โดยอาจได้รับคำแนะนำบ้าง รู้ในหลักการบ้างแล้วนำมาประยุกต์ คิดค้นเป็นความคิดของตนเองขึ้นมา เช่น การคิดท่าทางเคลื่อนไหวประกอบเพลง เป็นต้น
          2.  การสร้างสรรค์จากหลักการ เป็นการสร้างสรรค์ที่เกิดจากการเรียนรู้ในหลักการหรือความรู้ต่าง ๆ แล้วนำมาใช้เป็นพื้นฐานหรือข้อมูลหลักในการทำผลงานทางดนตรี เช่น การรู้หลักการเคลื่อนไหวเพื่อบริหารกล้ามเนื้อแล้วนำมาคิดท่าทางประกอบเพลงในการทำกายบริหาร เป็นต้น
     2.  วิธีการสร้างสรรค์งานดนตรี
     การสร้างสรรค์งานดนตรีมีวิธีปฏิบัติได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความรู้ด้านดนตรีและการนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งนักเรียนสามารถสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีได้โดยใช้วิธีการง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เช่น
     ตัวอย่าง กิจกกรมสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรี
          1.  ขีดเขียนระบายสีตามจังหวะของดนตรี ซึ่งจะทำให้ได้ภาพเขียนที่แปลกตา ตามลีลาของจังหวะดนตรี
          2.  ประดิษฐ์เครื่องดนตรีจากวัสดุท้องถิ่น ซึ่งจะได้เครื่องดนตรีที่ให้เสียงแปลก ๆ เช่น การนำเอาฝาน้ำอัดลมมาทำเป็นเครื่องเคาะจังหวะ เป็นต้น
          3.  ประดิษฐ์ท่าทางประกอบเพลงโดยอาจประดิษฐ์ใช้กับหลาย ๆ เพลง ซึ่งนอกจากจะได้ความสนุกสนานแล้วยังฝึกกระบวนการคิดสร้างสรรค์อีกด้วย
          4.  แต่งเพลงอย่างง่าย ๆ โดยนำเอาทำนองเพลงสั้น ๆ มาใส่เนื้อเพลงใหม่ หรือนำเนื้อเพลงมาใส่ทำนองเพลงใหม่ให้สัมพันธ์กันเป็นต้น
     นอกจากวิธีดังกล่าว นักเรียนยังสามารถสร้างสรรค์ผลงานดนตรีโดยใช้วิธีอื่น ๆ อีกหลายวิธี ซึ่งนักเรียนต้องรู้จักประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม และนำไปใช้ประโยชน์ได้

     ดนตรีกับการบูรณาการและประยุกต์ใช้
     ในชีวิตประจำวัน คนเราได้รับฟังดนตรีมากมาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เนื่องจากดนตรีเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของคนเรา เช่น เสียงเพลงจากรายการวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เพลงชาติจากสถานที่ราชการ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าดนตรีมีความสัมพันธ์กับคนเราค่อนข้างมาก
     เนื่องจากดนตรีเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา นักเรียนสามารถนำความรู้ทางดนตรีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาตัวเราด้านต่าง ๆ ได้ เช่น ด้านอารมณ์ ความรู้สึก ด้านสติปัญญา ด้านจิตใจ ด้านสังคม เป็นต้น นอกจากนี้นักเรียนสามารถนำความรู้ทางดนตรีไปประยุกต์ใช้กับวิชาอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น
     วิชาภาษาไทย            นำความรู้ทางดนตรี มาใช้ในการขับร้องเพลงประกอบเนื้อหา
     วิชาคณิตศาสตร์          นำความรู้การคิดคำนวณมาใช้กับการนับจังหวะดนตรีหรือใช้บทเพลงประกอบการเรียนการสอน
     วิชาวิทยาศาสตร์         นำความรู้ทางดนตรีมาร้องเพลงประกอบการเรียนการสอน ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และยังสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องเสียง มาใช้ในการขับร้องเพลง
     วิชานาฏศิลป์               นำความรู้ทางดนตรี มาใช้ในการร่ายรำประกอบการแสดงนาฏศิลป์
     นอกจากนี้ นักเรียนสามารถนำความรู้ทางดนตรีไปใช้กับวิชาอื่น ๆ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กายบริหารประกอบเพลง การเต้นแอโรบิก เป็นต้น
ความเชื่อทางดนตรีไทย ทำไมบางคนจึงกลัว
เคยมีตำนานเกี่ยวกับเพลงไทยเดิม "สาธุการ" ว่าเพลงนี้ห้ามเล่นไม่จบ ห้ามเล่นพลาด ไม่งั้นจะเจอดี
     "ขิม" ตีตอนเย็นๆ จะรู้สึกว่ามีคนมาอยู่ข้างๆด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง"เพลงนางครวญ"เพราะเชื่อว่าเสียงขิมสามารถสะกดบางสิ่งได้ บทเพลงๆนี้จึงนิยมใช้บรรเลงกับขิม เพราะมีเสียงสำเนียงที่ไพเราะและเศร้า(ตำนานเพลงนางครวญ)
     "ตะโพน" กลองศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นกลองที่มีอำนาจเสียงรุนแรง เชื่อว่ามีวิญญาณสิงอยู่ ผู้คนจึงนับถือตะโพนเป็นครู
      "ระนาด" เครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอกของวงเลย ดังนั้นก่อนการบรรเลงจึงต้องกราบไหว้
อย่างพิเศษ เช่นเดียวกับตะโพน
       "จะเข้" ห้ามข้ามจะเข้เป็นอันขาด เพราะว่าจะเข้นั้นวางไปตามยาวดังนั้นจะเข้ จึงเป็นเครื่องดนตรีที่ยาวหากใครข้ามแล้วไม่กราบ จะได้ยินเสียงดนตรี ตอนอยู่คนเดียว
        "ซออู้" อาถรรพ์กว่าซอด้วงนัก หากคิดจะบรรเลงเดี่ยวห้ามบรรเลงตอนดึกๆเป็นอันขาดเชื่อกันว่าเสียงของซออู้
สามารถสะกดสิ่งบางสิ่งออกมาได้